วิธีทำ “ปลาทูต้มเค็ม” สูตรชาววัง หอมถึงเครื่อง เนื้อแน่นๆ ก้างเปื่อย รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม

Posted by

วิธีทำ “ปลาทูต้มเค็ม” สูตรชาววัง หอมถึงเครื่อง เนื้อแน่นๆ ก้างเปื่อย รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม

 

วันนี้แอด มาแบ่งปันสูตรอร่อยดั้งเดิม “ปลาทูต้มเค็ม” เมนูอาหารสุดอร่อย รสเปรี้ยวหวาน ปลาทูก้างเปื่อย น้ำซุปอร่อยกลมกล่อมหอมเครื่องเทศแบบไทยๆ วันนี้เรามีสูตรชาววังมาฝาก สูตรนี้ต้นตำรับของชาววังสวนสุนันทา ปลาทูต้มเค็ม ก้างเปื่อยแต่เนื้อตัวปลาแน่น รสชาติอร่อย หอมเครื่องเทศแบบเต็มๆ ตามมาดูสูตรกันค่ะ

*ส่วนผสม

1. ปลาทู หรือปลารัง

2. มันหมู หรือหมูสามชั้นติดมัน

3. น้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลโตนด

4. มะขามเปียก 2 ปั้น

5. น้ำปลาอย่างดี (ตามสูตรใช้ ตราคนแบกกุ้ง)

6. ต้นอ้อย 2 ท่อน หรือชานอ้อย (ใช้แก้ตัวปลาติดหม้อ)

*เครื่องปรุงพิเศษ

  • ต้นหอมซอย
  • หอมแดงซอย
  • พริกชี้ฟ้าซอย
  • มะเขือเทศสีดา
  • ขิงอ่อนซอย
  • น้ำอ้อย
  • น้ำส้มซ่า

**วิธีทำ

1. ขยำน้ำมะขามเปียก ใส่น้ำตาลนิดหน่อย ชิมรสชาติหวานเค็มเปรี้ยว เท่าๆกัน แล้วกรองเอาไว้แต่น้ำ

2. ผ่าอ้อยให้เป็นซีกๆ ปูก้นหมอที่จะต้มเพื่อไม่ให้ปลาติดก้นหม้อ

3. ล้างปลาทูตัดส่วนหัวเอาไส้ออกให้หมดล้างน้ำเปล่าให้สะอาด วางปลาทูเรียงกันในหม้อให้เท่ากัน ตอนต้มจะไม่มีขยับตัวปลา

4. ราดน้ำมะขามที่เรากรอกไว้ลงไปแล้วเติมน้ำให้ท่วมปลา หั่นมันหมูหรือหมูสามชั้นใส่ลงไป 2 กำมือ ถ้าปลามากให้เพิ่มเป็น 3-4 กำมือ

5. ปิดหม้อตั้งไฟต่อประมาณ 10 นาทีแรกใช้ไฟแรงต้มจนเดือด หลัง 10 นาทีไปแล้ว ลดไฟลงให้เบาที่สุด ต้มทั้งวัน

6. ถ้าน้ำแห้งเติมน้ำทำแบบนี้ 3 วัน ก้างปลาจะเปื่อยเป็นแป้ง เนื้อปลาจะมีความเเข็ง

7. เมื่อครบเวลาทดสอบดูเลาะตัวปลาแล้วบี้ก้างดู ถ้าหากไม่ชอบเนื้อแข็งไม่อยากรอนานๆ สามารถต้ม 30 นาที ก็ทานได้เลยแต่ก้างจะไม่เปื่อย

8. ถ้าใช้เป็นเตาถ่านปลาจะก้างเปื่อยไวมากกว่าใช้เตาแก๊ส เพราะน้ำมันจะทำให้ก้างเปื่อย น้ำมะขามเปี้ยวๆจะทำให้เนื้อปลามีความแข็ง แต่บางร้านที่ต้องการให้ก้างเปื่อยเร็วจะใส่ดินประสิวลงไป

*เครื่องปรุงพิเศษแบบฉบับชาววัง

เครื่องปรุงพิเศษ คือตอนต้มปลาจะหั่นมะเขือเทศใส่ลงไปด้วยเพื่อแต่งกลิ่นและสีของปลา ช้อนมันหมูทิ้งก่อนในวันที่ 2 และในวันที่ 3 ของการต้มจะใส่น้ำอ้อยลงไปเพิ่มความหอมให้ปลาทู ตอนรับประทานจะซอยขิงอ่อน ต้นหอม หอมแดง พริกแดงใส่ลงไป บีบน้ำส้มซ่าใส่ลงไป เป็นสูตรที่หอมอร่อย

ขอบคุณข้อมูล บ้านนมเย็น ,food.mthai.com.

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *